วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556




Focus Charting

อ้างอิงจาก เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โรงพยาบาลศิริราช
ความหมายของบันทึกทางการพยาบาล

              - เป็นข้อมูลที่พยาบาลบันทึกถึงผู้ป่วยเฉพาะรายหรือกลุ่มผู้ป่วยที่ให้การดูแล
              - เมื่อให้การดูแลผู้ป่วยเฉพาะราย (อาจรวมถึงครอบครัว) บันทึกของพยาบาลแสดงให้เห็นถึงภาพที่ชัดเจนของพยาบาลที่ได้ดำเนินการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย
              - เมื่อให้การดูแลผู้ป่วยเป็นกลุ่ม (เช่น การให้ความรู้เป็นกลุ่ม โครงการสร้างเสริมสุขภาพ) บันทึกแสดงการบริการที่ได้จัดให้หรือสังเกตในภาพรวม คล้ายกับบันทึกผู้ป่วยเฉพาะราย ซึ่งสะท้อนข้อมูลการประเมินความต้องการ การวางแผนกิจกรรมหรือการปฏิบัติที่ให้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ให้บริการ

ความสำคัญของบันทึกทางการพยาบาล

          -  บันทึกเป็นหลักฐานเพื่อยืนยันว่าพยาบาลได้ดูแลผู้ป่วยจริง
          -  ช่วยในการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญเพื่อการดูแลผู้ป่วยที่ต่อเนื่อง ลดความผิดพลาด
          - เป็นเอกสารสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความน่าเชื่อถือของพยาบาล
          - ใช้เป็นเครื่องมือในการประกันคุณภาพทางการพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพ
          - รับรองคุณภาพของโรงพยาบาล
          - เป็นหลักฐานสำคัญทางกฎหมายเมื่อถูกฟ้องร้อง
              - เพื่อกำหนดมาตรฐานค่าใช้จ่ายสำหรับการบริการทางการพยาบาล
              - การเบิกจ่ายทางการพยาบาล
              - การสอนและการวิจัย
              - เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการให้บริการทางการพยาบาล

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

F-A-S-T for STROKE



F-A-S-T  for  STROKE



คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน


บทบาทหน้าที่ของญาติ/ผู้ดูแลและครอบครัว

·         กระตุ้นให้ผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองให้มากที่สุด เท่าที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ เช่น การแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว หวี ผม รับประทานอาหารด้วยตนเอง การลุกนั่ง การขับถ่าย โดยญาติอาจคอยช่วยเหลือเป็นกรณีไป การกระตุ้นให้ผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นได้เร็ว ขึ้น ญาติ / ผู้ดูแลควรให้กำลังใจ และส่งเสริมผู้ป่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง

·         กระตุ้นผู้ป่วยไม่ให้ลืมร่างกายข้างที่อ่อนแรง โดย จัดวางอุปกรณ์ เครื่องใช้ไว้ข้างที่อ่อนแรง การพูดคุย ยื่นสิ่งของให้หรือการป้อนข้าวควรเข้าข้างที่อ่อนแรง

·         กระตุ้นการรับรู้ บุคคล วันเวลา สถานที่ และสังคมโดย จัดให้มีนาฬิกา ปฏิทิน รูปภาพ โทรทัศน์ ให้ผู้ป่วยดู ให้ญาติหรือผู้ดูแลช่วยบอกถาม พูดคุย หรือให้ผู้ป่วยพูดคุยกับลูกหลาน ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ หรือผู้คุ้นเคย

·         ครอบครัวให้ความรัก ความใส่ใจเข้าใจปัญหาของผู้ป่วย กระตุ้นให้ผู้ป่วยร่วมกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัวเท่าที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยนอนอยู่แต่บนเตียง เช่น พาผู้ป่วยไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ออกนอกบ้านไปสถานที่ต่างๆ บางรายอาจต้องให้มีส่วนร่วมรับรู้ในกิจการงาน ตลอดจนสังคม สมาคม ที่เคยทำมาก่อนบ้างตามความเหมาะสม

·         ผู้ป่วยอาจมีความต้องการทางเพศเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผู้ดูแลโดยเฉพาะสามีหรือภรรยา ควรทำความเข้าใจและปลอบโยนเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วย

·         ควรมีการหมุนเวียนผู้ดูแล กรณีผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เนื่องจากต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน ถ้ามีปัญหาในการดูแลผู้ป่วย ควรปรึกษาทีมสุขภาพ หรือปรึกษาทางโทรศัพท์

·         มาพบแพทย์ตามนัด รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ถูกต้องและครบถ้วน หากมีอาการผิดปกติให้มาพบแพทย์ก่อนวันนัด เช่น แขน-ขาอ่อนแรง หรือชามากขึ้น ง่วงซึม สับสนมากขึ้น พูดไม่ได้ ไม่เข้าใจคำพูดมากขึ้น มีไข้ติดต่อกันเกิน 3 วัน ปัสสาวะบ่อยกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น

·         กรณีที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน ให้ติดต่อสถานบริการใกล้บ้าน เช่นโรงพยาบาล สถานีอนามัย หรือศูนย์บริการสาธารณสุขตามสิทธิการรักษาของผู้ป่วย

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

แนวทางการประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน


แนวทางการประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน  โรงพยาบาลพัทลุง
Acute stroke fast track guidelines for Phatthalung Hospital

      NIHSS: National Institute of Health Stroke Scale

                   1A. ระดับความรู้สึกตัว

   o 0-รู้สึกตัวดี
   o 1-ง่วงซึม ปลุกตื่นได้ง่าย
   o 2-หลับตลอดเวลา ปลุกโดยกระตุ้นแรง
   o 3-ไม่ตอบสนอง แต่ยังมีปฏิกิริยาอัตโนมัติ reflex
                  1B. คำถามระดับความรู้สึกตัว (ถามชื่อเดือนและอายุในปัจจุปัน)

   o 0-ตอบถูกทั้งสองข้อ
   o 1-ตอบถูก 1 ข้อ
   o 2-ตอบไม่ได้/ตอบผิดทั้ง 2 ข้อ
                 1C.  คำสั่งระดับความรู้สึกตัว (1- ลืมตาหลับตา, 2-กำมือแบมือข้างที่ไม่อ่อนแรง)

   o 0-ทำถูกทั้ง 2 อย่าง
   o 1-ทำถูกเพียงอย่างเดียว
   o 2-ไม่ทำตามคำสั่ง
                 2. การเคลื่อนไหวของตา

   o 0-มองตามได้ปกติ
   o 1-เหลือบมองด้านข้างได้แต่ไม่สุด
   o 2-เหลือบมองไปด้านข้างไม่ได้เลย หรือ มองไปด้านใดจนสุด
                3. การมองเห็น : ตรวจ VF

   o 0-ลานสายตาปกติ
   o 1-ลานสายตาผิดปกติบางส่วน
   o 2-ลานสายตาผิดปกติครึ่งซีก
   o 3-มองไม่เห็นทั้ง 2 ตา : ตาบอด
      4. การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า
   o 0-ไม่มีกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง
   o 1-กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงเล็กน้อย สังเกตเห็นมุมปากตกหรือไม่เท่ากันเมื่อยิ้ม
   o  2-กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงมาก แต่พอเคลื่อนไหวได้บ้าง
   o 3-ไม่สามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใบหน้าได้เลย
               5A .กำลังของกล้ามเนื้อแขนด้านซ้าย (เหยียดแขนออกในท่าคว่ำมือ 90 องศาในท่านั่ง หรือ 45 องศาในทานอน

   o 0-ยกแขนค้างได้นาน 10 วินาที
   o 1-ยกแขนได้แต่ไม่ถึง 10 วินาที
   o 2-ยกแขนขึ้นได้บ้าง แต่ไม่สามารถคงได้ในตำแหน่งที่ต้องการ
   o 3-ไม่สามารถยกแขนขึ้นได้
   o 4-ไม่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแขน
             5B .กำลังของกล้ามเนื้อแขนด้านขวา (เหยียดแขนออกในท่าคว่ำมือ 90 องศาในท่านั่ง หรือ 45 องศาในทานอน

   o 0-ยกแขนค้างได้นาน 10 วินาที
   o 1-ยกแขนได้แต่ไม่ถึง 10 วินาที
   o 2-ยกแขนขึ้นได้บ้าง แต่ไม่สามารถคงได้ในตำแหน่งที่ต้องการ
   o 3-ไม่สามารถยกแขนขึ้นได้
   o 4-ไม่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแขน
             6A .กำลังของกล้ามเนื้อขา ด้านซ้าย (ยกขาทีละข้าง ทำมุม30องศาในท่าเหยียด)

   o 0-ยกขาค้างได้นาน 5 วินาที
   o 1-ยกขาได้แต่ไม่ถึง 5 วินาที
   o 2-ยกขาขึ้นได้บ้าง แต่ไม่สามารถคงได้ในตำแหน่งที่ต้องการ
   o 3-ไม่สามารถยกขาขึ้นได้
   o 4-ไม่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขา
          6B .กำลังของกล้ามเนื้อขา ด้านขวา (ยกขาทีละข้างทำมุม 30องศาในท่าเหยียด)

   o 0-ยกขาค้างได้นาน 5 วินาที
   o 1-ยกขาได้แต่ไม่ถึง 5 วินาที
   o 2-ยกขาขึ้นได้บ้าง แต่ไม่สามารถคงได้ในตำแหน่งที่ต้องการ
   o 3-ไม่สามารถยกขาขึ้นได้
   o 4-ไม่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขา
           7.การประสานงานของแขนและขา: finger to nose test, heel to shin test

   o 0-การประสานของแขนขาทั้ง 2 ข้างเป็นปกติ
   o 1-มีปัญหาการประสานงานของแขนหรือขา 1 ข้าง
   o 2-มีปัญหาการประสานงานของแขนหรือขา 2 ข้าง
          8.การรับความรู้สึก : Sensory- touch, pinprick
   o 0-การรับความรู้สึกเป็นปกติ
   o 1-สูญเสียการรับความรู้สึกปานกลาง
   o 2-ไม่รู้สึกว่าถูกสัมผัส
         9.ความสามารถด้านภาษา

   o 0-การสื่อสารภาษาเป็นปกติ
   o 1-การสื่อภาษาสูญเสียระดับน้อยถึงปานกลาง พอเข้าใจได้บ้าง
   o 2-การสื่อภาษาเสียรุนแรง สื่อสารกันได้ไม่เข้าใจ : severe aphasia
   o 3-ไม่พูดหรือไม่เข้าใจภาษา ไม่สามารถแสดงท่าทางการสื่อสารให้เข้าใจได้ : mute or global aphasia
       10. การออกเสียง

   o 0-เปล่งเสียงปกติ
   o 1-พูดไม่ชัดเล็กน้อย พอเข้าใจได้
   o 2-พูดไม่ชัดอย่างมาก ไม่สามารถเข้าใจได้ โดยไม่มีความผิดปกติของความเข้าใจภาษา
       11. การขาดความสนใจด้านหนึ่งด้านใดของร่างกาย(Neglect) เช่น การมองเห็น การสัมผัส การได้ยินเมื่อ กระตุ้นทั้งสองข้าง

   o 0-ไม่พบความผิดปกติ
   o 1-ผิดปกติเรื่องการรับรู้ชนิดใด ชนิดหนึ่ง
   o 2-ผิดปกติมากกว่า 1 ชนิด หรือไม่รู้จักมือของตนเอง หรือ ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเพียงด้านเดียว

                                รวมคะแนน ...............................

 





แนวทางการประเมินผู้ป่วยทางระบบประสาท (Neurological assessment)

แนวทางการประเมินผู้ป่วยทางระบบประสาท (Neurological assessment)

กิจกรรม 1. ประเมินระดับการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว

1.1 โดยใช้ Glasgow coma scale (GCS) ซึ่งมีคะแนนรวมสูงสุด = 15 คะแน

               การลืมตา (Eye opening)
        • ลืมตาได้เอง                                       4 คะแนน
        • ลืมตาเมื่อเรียก                                   3 คะแนน
        • ลืมตาเมื่อรู้สึกเจ็บปวด                     2 คะแนน
        • ไม่ลืมตาเลย                                        1 คะแน
การตอบสนองต่อการเรียกหรือการพูด (Verbal)
        • พูดคุยได้ไม่สับสน                            5 คะแนน
        • พูดคุยได้แต่สับสน                            4 คะแนน
        • พูดเป็นคำๆ                                          3 คะแนน
        • ส่งเสียงไม่เป็นคำพูด                         2 คะแนน
        • ไม่ออกเสียงเลย                                  1 คะแนน
การเคลื่อนไหวที่ดีที่สุด (Movement)
        • ทำตามคำสั่งได้                                  6 คะแนน
        • ทราบตำแหน่งที่เจ็บ                          5 คะแนน
        • ชักแขน ขาหนีเมื่อเจ็บ                      4 คะแนน
        • แขนงอผิดปกติ                                   3 คะแนน
        • แขนเหยียดผิดปกติ                           2 คะแนน
        • ไม่เคลื่อนไหวเลย                              1 คะแนน

1.2 ขนาดรูม่านตา และปฏิกิริยาต่อแสง

มีปฏิกิริยาต่อแสงไฟฉาย (บันทึกตัวย่อ RA = reaction)
มีปฏิกิริยาต่อแสงไฟฉายช้า (บันทึกตัวย่อ RS =sluggish)
ไม่มีปฏิกิริยาต่อแสงไฟฉาย (บันทึกตัวย่อ N =no reaction)
 ตาปิด (บันทึกตัวย่อ C =close)

1.3 กำลังของแขน ขา (motor power)
แขน กำลังปกติ                                                    ❑ ขวา ❑ ซ้าย
ยกแขนต้านแรงไม่ได้                                        ❑ ขวา ❑ ซ้าย
ขยับได้ตามแนวราบ                                            ❑ ขวา ❑ ซ้าย
กระดิกนิ้วได้                                                        ❑ ขวา ❑ ซ้าย
ไม่มีการเคลื่อนไหว                                            ❑ ขวา ❑ ซ้าย
ขา กำลังปกติ                                                        ❑ ขวา ❑ ซ้าย
ยกขาต้านแรงไม่ได้                                             ❑ ขวา ❑ ซ้าย
ขยับได้ตามแนวราบ                                           ❑ ขวา ❑ ซ้าย
กระดิกนิ้วได้                                                        ❑ ขวา ❑ ซ้าย
ไม่มีการเคลื่อนไหว                                            ❑ ขวา ❑ ซ้าย

1.4 สัญญาณชีพ
• อุณหภูมิร่างกาย (บันทึกตัวย่อ T = temperature)
• ชีพจร (บันทึกตัวย่อ P = pulse)
• อัตราการหายใจ (บันทึกตัวย่อ R = respiratory)
• ความดันโลหิต (บันทึกตัวย่อ BP = blood pressure) ถ้า SBP > 185-220 mmHg

                               DBP > 120-140 mmHg วัด 2 ครั้ง ติดต่อกัน ใน 5 นาที และรายงานแพทย์ทันที

ยาที่ใช้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง


ยาที่ใช้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ยาที่ใช้ในโรคหลอดเลือดสมองแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Antiplatelets) ซึ่งในที่นี้จะขอเน้นยาที่อยู่ในรูปแบบยารับประทาน ได้แก่


    Aspirin ( แอสไพริน ) 


อาการข้างเคียง :
1.ตัวยาอาจระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้ปวดท้องหรืออาเจียนหลังรับประทาน บางรายอาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารเพราะ ฉะนั้นไม่ควรรับประทานยาในขณะท้องว่าง ควรรับประทานยาหลังอาหารทันที หรือหลังดื่มนม และควรดื่มน้ำตามมาก ๆ ภายหลังรับประทานยา2.ยานี้อาจทำให้เลือดออกง่าย เนื่องจากทำให้การเกาะตัวของเกล็ดเลือด (Platelets Aggregation) ลดลง จึงควรระวังในผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะมีเลือดออก เช่น ไข้เลือดออก โรคเลือดต่าง ๆ 


ข้อควรระวัง :

1. ในผู้ที่มีอาการแพ้ยานี้ โดยอาจมีผื่นคันหรือลมพิษขึ้น ถ้าแพ้มาก ๆ อาจมีหอบหืดหรือชัก ซึ่งหากพบอาการดังกล่าวให้หยุดยาทันที แล้วให้รีบมาพบแพทย์ และไม่ควรรับประทานยานี้อีกอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้อีก
2.ถ้าใช้ขนาดมากเกินไปจะเป็นพิษ ทำให้มีอาการมึนงง ใจสั่น หูอื้อ หากเป็นรุนแรงอาจชัก ซึมจนถึงไม่รู้สึกตัว ดังนั้น จึงควรรับประทานยาให้ถูกต้องตามที่แพทย์สั่งและเก็บยาไว้ให้มิดชิด พ้นจากมือเด็ก3. ไม่ควรใช้ยาในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ หรืออีสุกอีใส เพราะอาจทำให้เกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye's Syndrome)ซึ่งมีอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้4.ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ช่วง 3 เดือนก่อนคลอด เพราะอาจทำให้ตกเลือดได้ง่าย และอาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับทารกได้ 



Clopidogrel ( โคลพิโดเกรล ) 

ผลข้างเคียงจากยา :
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสามารถทนต่ออาการข้างเคียงของยาได้ดี โดยอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อย ก็เช่นเดียวกับยาต้านเกล็ดเลือดอื่น ๆคือการมีเลือดออกผิดปกติ และอาจพบอาการท้องเสีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แผลในทางเดินอาหาร และกลุ่มอาการอาหารไม่ย่อย
ข้อควรระวัง :

ผู้ป่วยที่แพ้ยานี้ ผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพของภาวะตกเลือดที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง 


2. ยาต้านการเกิดลิ่มเลือด (Anticoagulants) ในที่นี้จะขอเน้นเฉพาะยาที่อยู่ในรูปแบบยารับประทาน ได้แก่


   Warfarin ( วาฟาริน ) 

ผลข้างเคียงจากยา :อาการข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ภาวะเลือดออก (bleeding) ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการหยุดยาหรือการลดขนาดยาลง หากมีอาการเลือดออกที่ไม่รุนแรง 

ข้อควรระวัง : 
ยานี้ห้ามใช้ในระหว่างตั้งครรภ์




3.ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytics หรือ Fibrinolytics) ได้แก่ Streptokinase , Urokinase , Alteplase (tissue plasminogen activator, rt-PA) 
ซึ่งมักบริหารยาโดยการฉีดในผู้ป่วยที่รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล 


คำแนะนำในการใช้ยาโรคหลอดเลือดสมอง

1. อ่านฉลากยาให้เข้าใจก่อนการใช้ยาทุกครั้ง
2. รับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
3. ควรหยุดยาก่อน 7 วันที่จะไปผ่าตัดหรือถอนฟัน
4. หากมีอาการผิดปกติใดๆ หลังได้รับยาเช่น มีเลือดออกผิดปกติ ปัสสาวะเป็นเลือด มีจ้ำเลือดเกิดขึ้นตามตัว หรือมีเลือดออกตามไรฟันมากผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
5. หากได้รับยาอื่นรับประทานร่วมด้วยควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
6. อาหารเสริมบางชนิดมีผลทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากยากลุ่มนี้ได้ เช่น 
แปะก๊วย กระเทียม เลซิทิน น้ำมันปลา วิตามินอี เป็นต้น ดังนั้น หากจะรับประทานอาหารเสริมใดควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง หากมีอาการแพ้ยา เช่น ผื่นคัน บวม ต้องหยุดยา และมาพบแพทย์